เรื่องของจูเลียตกับโรมิโอลา ตอน 4 เรื่องวุ่นวายยามค่ำ
posted on 20 Feb 2009 12:26 by acacha-nao in Tea-Menuเปิดจองฟิกของร้านน้ำชา ฉบับพิมพ์ครั้งสุดท้าย ที่นี่ค่ะ
.
ตอนที่ 4 : เรื่องวุ่นวายยามค่ำ
“ไม่ได้หรอกขอรับ นาย พี่ไวโอเล็ตคงรับใช้ท่านไม่ได้ พวก...พวกเรายังต้องแสดง...ต่อ”
เด็กชายผมทองที่วางไวโอลินลงกล่องแล้วพูดเสียงสั่น ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังพยายามเอาร่างเล็กของตนบังร่างในชุดสีเพลิงเอาไว้จากกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ล้อมรอบตัวพวกเขา
“เฮ้ย ไอ้หนู ผู้ใหญ่เขาจะคุยกัน เอ็งอย่าสอด” คนดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญก่อนจะหันไปยิ้มหวานอวดฟันดำๆ ของตนกับหญิงสาว “ว่าไงจ๊ะ คนสวย? นายของเราแค่อยากให้เจ้าขึ้นไปสนทนาด้วยที่ห้องชั้นบนเท่านั้น ไม่เหน็ดเหนื่อยอะไรนักหรอกน่า ไม่แน่...”
มือหนาผลักร่างเล็กของเด็กที่บังอยู่ออกก่อนจะจ้องมองร่างขาวราวหิมะอย่างจาบจ้วง
“ถ้าปรนนิบัตินายท่านดีๆ พวกเจ้าอาจจะมีเงินเดินทางไปอีกหลายวัน ไม่ต้องมาร้องเพลงให้แสบคอหรอก” เจ้าตัวเน้นคำว่า ‘ปรนนิบัติ’ อย่างมีนัย ก่อนจะหันไปหัวเราะเสียงกร้าวกับพรรคพวก แต่คนที่ถูกเอ่ยถึงกลับไม่มีแววหวาดกลัว ใบหน้าเนียนจ้องกลับด้วยสายตาเย็นชา ขณะที่เด็กชายซึ่งดูท่าจะเกรงกลัวคำข่มขู่มากกว่ายังพยายามจะอธิบายตะกุกตะกัก
“ไม่..ไม่เป็นไรขอรับ ยิปซีอย่างเรา...แค่.ร้อ...ร้องเพลงหาเงินก็ถือว่าดีมากแล้ว”
“บอกว่าอย่ายุ่งไงล่ะโว้ย!!”
ท่าทางปฏิเสธทั้งที่กลัวลานนั้นคงขัดตากลุ่มคนที่กำลังเมาได้ที่อยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นจึงก้าวเข้ามายกร่างเล็กขึ้นแล้วโยนลงจากเวทีไปกระแทกพื้นเสียงดังโครมใหญ่!
“วิล!!” เสียงหวานอุทานออกมาเป็นครั้งแรก ร่างในชุดสีเพลิงผวาเข้าไปหาแต่กลับถูกอันธพาลอีกคนกระชากแขนเอาไว้
“ให้น้องแกรออยู่นี่แหละ งานง่ายๆ เงินดีๆ ยังมัวสะดิ้ง! ยิปซีกับนางโลมมันก็ไม่ต่างกันนักหรอกวะ”
ใบหน้าคลุ้งกลิ่นเหล้าก้มลงสบถใส่ ทำให้ดวงตาสีฟ้าที่เย็นชามีแววโกรธวูบขึ้น แต่ก่อนที่มือเรียวอีกข้างซึ่งซ่อนอยู่ในชุดโปร่งบางตั้งแต่เมื่อครู่จะขยับออก เท้าข้างหนึ่งก็กระแทกเข้ากับข้อศอกของคนที่ยืดนางไว้
พลั่ก!
“โอ้ย!”
แรงกระแทกที่ไม่ทันรู้ตัวส่งผลให้ลำแขนหนาบิดงอผิดรูปทันควัน มือหยาบผละหลุดจากข้อมือเล็ก “ใครวะ!” มันหันไปหาผู้จู่โจมทันที
โรมิโอลาซึ่งกระโดดขึ้นมาร่วมวงบนเวทีในช่วงชุลมุนคลี่ยิ้ม “ก็แค่คนผ่านมา”
ไม่ต้องเสียเวลาพูดพร่ำ ร่างโปร่งตวัดปลายเท้าปัดขาของคนตรงหน้า ร่างที่ทรงตัวไม่ดีเพราะฤทธิ์น้ำเมาอยู่แล้วก็เซถลาหน้าทิ่มตกไปทางหนึ่ง พร้อมๆ กับที่สหายขี้เมาอีกคนถลันเข้ามา
“กะแล้วว่าต้องเล่นหมาหมู่” ใบหน้าสีน้ำผึ้งคลี่ยิ้มสมใจ
วันนี้นางมีแต่เรื่องให้หงุดหงิด ได้ออกกำลังเสียหน่อยก็ไม่เลว มือเรียวคว้าจับดาบข้างเอว แต่แล้วก็คิดถึงพี่ชายบุญธรรมขึ้นมาได้
ขืนมาคนบาดเจ็บหนัก คาร์โลอาจจะพลอยลำบากไปด้วย
ชั่ววินาที ร่างโปร่งเปลี่ยนใจใช้สันดาวกระแทกเข้าที่คอหอยของฝ่ายตรงข้าม ถึงจะไม่ถึงกับเรียกเลือด แต่ฝ่ายนั้นก็ล้มหงายหลังลงไปนอนไอโขลกๆ อยู่กับพื้น พร้อมกับพวกที่เหลือซึ่งกรูเข้ามา
“ฝืมือดีขึ้นนี่เจ้า”
คาร์โลซึ่งมายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้เอ่ยชม ขณะที่คนเป็นน้องหันไปทำปากยื่น
“นึกว่าพี่จะไม่มาช่วยเสียแล้ว” “ก็ไม่อยากช่วยนักหรอก แต่ขืนปล่อยให้เจ้าสะบักสะบอมกลับไป ท่านพ่อเล่นงานพี่ตายแน่” นายทหารหนุ่มว่าแล้วเงื้อหมัดใส่เจ้าคนที่พุ่งเข้ามาเขา
“เฮ้ย จัดการพวกมัน!”
เจ้าตัวที่เป็นหัวหน้าสั่ง พวกลูกน้องกลุ้มรุมเข้ามาทันที มิหนำซ้ำยังมีพวกที่เหลือซึ่งอยู่ในห้องด้านบนวิ่งลงมาอีก คนในร้านส่งเสียงฮือฮาลั่นแต่ก็ไม่มีใครผละลุกจากโต๊ะ การวิวาทเป็นเรื่องปกติของร้านเหล้า แต่นานๆ จะได้เห็นชายหนุ่มฝีมือดีสู้กับพวกหมาหมู่แบบนี้สักครั้ง แทนที่จะถอย ทุกคนเลยส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่
ที่จริงโรมิโอลาไม่คิดว่าตนจะเสียเวลาจัดการกับพวกคนเมามากขนาดนี้ แต่ดูท่าหล่อนจะคะเนจำนวนฝ่ายตรงข้ามและสมองของพวกมันต่ำไปนิด เพราะเมื่อตั้งสติได้ พวกที่เหลือก็ไม่ยอมบุกเข้ามาทีละคน แต่ใช้วิธี ‘รุม’ ซึ่งๆ หน้า มิหนำซ้ำเด็กสาวยังต้องพะวงเรื่องไม่ใช้ดาบ เลยกลายเป็นว่าหล่อนถูกต้อนเข้ากำแพงอย่างเลือกไม่ได้
“โธ่เว้ย....ไม่สนแล้วนะ คาร์โล”
ใบหน้าสีน้ำผึ้งขมุบขมิบบอกพี่ชายซึ่งกำลังวุ่นอยู่อีกด้านหนึ่ง มือเรียวกำด้ามดาบแน่นขณะที่กำปั้นใหญ่ขึ้นขี้เมาคนหนึ่งพุ่งเข้ามา
แต่แล้วผู้โจมตีก็ต้องเป็นฝ่ายเซถลา เมื่อคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านข้างเวทียื่นเท้าออกมาขวาง
“อ๊ากกก” ร่างหนาพุ่งเข้าไปยังประตูครัวซึ่งอยู่ติดกัน ตามมาด้วยเสียงหม้อไหแตกกระจาย
ดวงตาสีอัลมอนต์เหลือบมองผู้ช่วยเหลือ แต่ความวุ่นวายที่อยู่ตรงหน้าทำให้เห็นไม่ถนัดนัก แล้วแขนของหล่อนก็ถูกกระชาก คาร์โลซึ่งผละออกมาได้แล้วรีบดึงแขนน้องสาวให้วิ่งออกไปทางประตูครัวด้านหลังทันที …............................................................
“แฮ่กๆ คาร์โล หยุดก่อน ข้าว่าพวกมันคงไม่ตามมาแล้วล่ะ”
เด็กสาวที่วิ่งตามหลังร้องบอกพี่ชายพลางหยุดยืนหอบจนตัวโยน
ความจริงวิวาทแค่นี้ไม่เหนื่อยเท่าไรหรอก แต่ความหิวซึ่งกำลังกระหน่ำใสกระเพาะว่างเปล่าต่างหากที่ทำให้เรี่ยวแรงหายไปเกือบครึ่ง
คิดแล้วก็เสียดาย ไม่น่ามีเรื่องก่อนที่อาหารจะมาเสิร์พเลย ป่านนี้มื้อเย็นชุดใหญ่ของนางคงเละเทะอยู่ในร้านครัวที่เพิ่งจากมาเสียแล้ว
“ยังไม่ทันได้ชิมเป็ดถอดสอดไส้เลย พี่สาวคนเสิร์พโฆษณาว่าพ่อครัวเพิ่งได้สูตรใหม่มาจากเรือสินค้าที่ไปเมืองจีนเสียด้วย”
“ทำเป็นพูดดีไป เจ้าไม่บาดเจ็บก็ดีเท่าไหร่แล้ว” คาร์โลเอ่ยพลางเช็ดเหงื่อที่ซึมหน้าผากของตน “คราวหลังก่อนจะมีเรื่องกับใคร เจ้าดูคู่ต่อสู้ด้วยล่ะ ไอ้พวกนั้นคงเป็นนักเลงประจำแถวนี้ พอมีเรื่องมันถึงได้มีพวกวิ่งเข้ามาช่วยมากนัก”
“เฮอะ ไอ้พวกหมาหมู่ ถ้าสู้ตัวต่อตัวแถมใช้ดาบ มันรับมือข้าไม่ได้หรอก”
ใบหน้าสีน้ำผึ้งพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด “คิดๆ ดูแล้วมันคงมั่นใจว่าไม่มีใครกล้ายุ่งด้วยจริงๆ ถึงได้กล้าฉุดลากผู้หญิงต่อหน้าคนเยอะแยะขนาดนั้น คาร์โล พรุ่งนี้พี่เอาทหารมาจับมันไปให้หมดเลยนะ!”
ท้ายประโยคเหมือนจะเป็นคำสั่งกลายๆ แต่คนฟังกลับส่ายหน้า “ไม่ได้หรอก แถวนี้ไม่ใช่เขตของพี่ ขืนเข้าไปยุ่มย่ามมากนัก จะกลายเป็นข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นเขา”
นายทหารหนุ่มกล่าวอย่างรอบคอบ เขารู้ดีว่านักเลงพวกนั้นคงมีผู้ทรงอิทธิพลหนุนหลัง สิ่งที่พบเห็นและได้ยินอยู่ทุกวันทำให้เขารู้ดีว่า เพื่อนร่วมกองทัพหาได้ซื่อตรงต่อหน้าที่ทุกคน
ดีไม่ดี ‘นาย’ ที่เรียกยิปซีสาวขึ้นไปอาจจะเป็นพวกนายทหารแบบเขาเสียด้วยซ้ำ
โรมิโอลาฟังแล้วก็ได้แต่บ่น“เฮ้อ...ปัญหาการเมืองอีกแล้วสินะ....น่าเบื่อชะมัด” พูดจบก็เอามือกุมท้องของตนเอง “โอย....ข้าหิวจนแสบไส้แล้วนะเนี่ย”
“เอ่อ...”
เสียงตะกุกตะกักที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ทั้งสองหันขวับ!
ร่างผอมของเด็กชายผมทองยืนอยู่ตรงมุมมืดข้างกำแพงเอ่ยด้วยสีหน้าขลาดๆ “ขอ....ขออภัยขอรับ...เพียงแต่ข้ากับพี่สาว...อยากจะ..ขอบคุณ เรารอดมาได้เพราะพวกนายท่านแท้ๆ” เขาว่าพลางยื่นของในห่อผ้ามาตรงหน้าทั้งสองด้วยรอยยิ้มขัดเขิน
โรมิโอลารับมันมาแล้วแกะดูแล้วอุทานอย่างยินดี “อ๋า...เป็ดถอดที่ข้าสั่งนี่นา”
พอเห็นปฏิกิริยาตอบรับแบบนั้น คำอธิบายตะกุกตะกักก็ค่อยคล่องขึ้น “ขอรับ เมื่อกี้ข้าหลบออกมาจากในครัว ก็เลยถือโอกาสหยิบออกมาด้วย พวกนายท่านคงยังไม่ได้ทานอาหาร ถือเป็นของตอบแทน ต้องขอบคุณนายท่านมากนะขอรับ”
ท่าทางซื่อๆ นั้นทำให้‘นายท่าน’ อีกคนที่มองอยู่อดที่จะถามด้วยความห่วงใยไม่ได้
“ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่เจ้าไม่ได้บาดเจ็บใช่ไหม?” คาร์โลถามถึงตอนที่เด็กชายถูกโยนลงมาจากเวที ใบหน้ามอมแมมส่ายไปมา “เล็กน้อยขอรับ พวกข้าเจอหนักกว่านี้มาแล้ว บางเมืองเราต้องหนีออกมาตั้งแต่แสดงจบ บางทีก็ต้องสู้ป้องกันตัวเอง”
เสียงเล็กๆ เล่าราวกับเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ทำให้โรมิโอลาพลันคิดถึงดวงตาวาวกับมือที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าโปร่ง ตอนนี้นางแน่ใจแล้วว่ามองไม่ผิด หากเข้าไปขวางช้ากว่านี้อีกนิด เจ้าคนเมานั่นอาจจะเอาชีวิตไปทิ้งด้วยกริซคมกริบในมือยิปซีสาวที่ตนกำลังฉุดลากเสียแน่แท้
“พี่สาวเจ้าคงเก่งพอตัว”
“พี่ไวโอเล็ตเก่งกว่าข้ามากขอรับ แต่บางทีข้าก็อยากปกป้องพี่บ้าง”
หนุ่มน้อยพูดเสียงสั่นๆ แต่ก็มีแววสู้คนอยู่ในดวงตา ทำให้นายน้อยแห่งมอนตาคิวนึกเอ็นดูขึ้นมา
“เจ้าชื่ออะไรหรือ น้องชาย?”
“ข้าชื่อวิลเลียมขอรับ วิลเลียม แบล็ค พี่สาวของข้าชื่อไวโอเล็ต”
ใบหน้าเรียวเลิกคิ้วเมื่อได้ยินชื่อของยิปซีทั้งสอง “พวกเจ้าเป็นชาวบริเทนรึ?” ปกติแล้วพวกเร่ร่อนมักมีชื่อแปลกๆ เป็นภาษาต่างๆ แต่ก็ยากนักที่จะหาชาวบริเทนในแถบนี้ของอิตาลี
“ขอรับ...พวกข้ามาจากสก็อตแลนด์ ตอนแรกก็เร่ร่อนมากับคาราวาน แล้วก็ค่อยแยกตัวออกมาเดินทางกันสองคน ร้องเพลงเล่นดนตรีหาเงิน แล้วก็ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ เราไปมาหมดแล้วขอรับ ปารีส นีสซ์ โรม ฟลอเรนซ์ อยู่อิตาลีนานหน่อยเพราะพี่ไวโอเล็ตพูดภาษาอิตาเลียนได้ นางก็เลยสอนข้าด้วย”
วิลเลียมเล่าด้วยน้ำเสียงแจ่มใสพลอยให้ทำให้คนฟังรู้สึกสนุกกับการผจญภัยของทั้งคู่ไปด้วย “พวกเจ้านี่ใจกล้าใช้ได้นะ ยังเด็กกันทั้งคู่แท้ๆ” โรมิโอลาเอ่ยชมจากใจจริง
“เออ แล้วนี่พวกเจ้าจะเอายังไงต่อไปล่ะ”
ป่านนี้ร้านเหล้าร้านนั้นคงเละเทะไม่น้อย เรื่องจะรับเงินค่าแสดงหรือขอร้องเพลงแลกที่อยู่ที่กินคงลืมไปได้
“พี่ไวโอเล็ตกำลังแอบเข้าไปเก็บของที่ห้องในร้านนั้นขอรับ คืนนี้เราจะไปขออาศัยอยู่ที่โรงเลี้ยงม้าแถวหน้าประตูเมืองก่อน พรุ่งนี้คงต้องออกเดินทางไปมันตุวากันแต่รุ่งสาง เก็บเงินอีกหน่อย แล้วค่อยลงเรือต่อไปที่อื่นขอรับ”
“งั้นเหรอ...”
โรมิโอลาลากเสียงพลางหันไปเหลือบมองพี่ชายที่ส่ายหน้าปรามราวกับรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
อย่าหาเรื่องใส่ตัวมากกว่านี้นะ เจ้าลูกลิง แค่นี้พี่ก็ถูกท่านพ่อเอ็ดไม่รู้กี่จบแล้ว
แต่มีหรือที่นายน้อยแห่งมอนตาคิวจะสน ช่วยไม่ได้ ก็ข้าถูกใจเด็กสองคนนี้นี่นา ร่างโปร่งยักไหล่ก่อนจะหันกลับไปบอกเด็กยิปซีแปลกหน้าจากบริเทนด้วยน้ำเสียงเชื้อเชิญ
“วิลเลียม...ข้าว่า เจ้ากับพี่สาวไม่ต้องรีบไปมันตุวาหรอก ที่นั่นไม่มีอะไรน่าดูเลยสักนิด ไปพักที่บ้านข้าดีกว่า แล้วถ้าเจ้าวางแผนจะลงเรือต่อจริงๆ เดี๋ยวข้าให้ท่านพ่อของข้าฝากไปกับกองเรือของเราก็ได้ ดีไหมล่ะ?”
