[Bear Trip] กะโผลกกะเผลกทัวร์ ตะลุยแชงกรีลา...ตอน 8 รุ่งอรุณยลคาวาคาโป สายไปย่ำต็อกขึ้นธารน้ำแข็งหมินหย่ง
posted on 02 Sep 2009 11:56 by acacha-nao in Bear-Tripเรื่องเครียดปล่อยมันไป หันหาอดีตเรื่องเที่ยวดีกว่า
อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่นี่ค่ะ
.
อืดมากกกกก เหลืออีกตั้งหลายวันกว่าจะจบ
(แต่คราวนี้เพราะอคาชาเขียนช้านะคะ โทษมันๆ)
วันนี้เราจะพาไปเดินต็อกขึ้นธารน้ำแข็งหมินหย่งกันค่า
เชิญทัศนาโลดดดดดดดดดด
.
28 พ.ค. 52
by อคาชา
เช้าแล้วววว
วันนี้พวกเราตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่เพื่อจะไปให้ทันพระอาทิตย์ขึ้นตอน 6 โมง อคาชากับพี่แหม่มรีบล้างหน้าแปรงฟัน หยิบเสื้อกันหนาว หยิบผ้ามาคลุม เพราะอากาศหนาวยิ่งกว่าเมื่อวานซะอีก (แต่อคาชาใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อแขนกุดนอน และจะออกไปท้าลมหนาวทั้งชุดนี้แหละ)
ตอนพวกเราเตรียมตัวเสร็จก็เตรียมออกไปสมทบกับนะโอ แต่... ประตูเปิดไม่ออก!
คือประตูห้องนี้นอกจากจะมีที่กดล็อกเหมือนประตูทั่วไปแล้ว มันยังมีกลอนล็อกอีกชั้นอยู่ข้างๆ แต่มันฝืดมาก เมื่อคืนอคาชาพยายามแล้วไม่สำเร็จ แต่อดีตสมาชิกชมรมคาราเต้ที่เป็นเพื่อนร่วมห้องดันสามารถซะอีกแน่ะ โชคไม่ดีที่ตอนจะเปิดออกมันดันยากยิ่งกว่าตอนล็อก
เกือบนึกว่าจะไม่ได้ออกจากห้องกันแล้วไหมล่ะ สุดท้ายก็อาศัยการ์ดแข็งๆ มางัดได้ในที่สุด ^^”
ไม่รู้ทำไม ห้องที่พวกเราอยู่ชอบมีปัญหาเรื่องประตูทุกที
เหล่าชาวประชานานาชาติ...ยืนรอพระอาทิตย์ขึ้น
.
หลังจากออกจากห้องได้ พวกเราก็แบกเก้าอี้หนึ่งตัวขึ้นไปบนดาดฟ้า เพราะเห็นว่าตรงริมผามีคนเต็มแล้ว บนดาดฟ้าของโรงแรมนี้ก็เห็นชัด รออยู่พักนึงอาทิตย์ก็เริ่มทอแสงจางๆ เสียแต่วันนี้มีเมฆเต็มไปหมด เลยมองไม่เห็นยอดเขา
เหม่ยหลี่เซี่ยซาน (Prince Snow Mountain) มียอดเขาอยู่ 13 ยอด มี “คาวาคาโป” (Kawa Karpo) เป็นยอดสูงสุดมีชื่อเสียงที่สุด และเป็นหนึ่งในแปดยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่คนทิเบตมาสักการะกัน ธารน้ำแข็งหมิงหย่งก็อยู่ตรงยอดเขานี้แหละ
พอถ่ายรูปบนดาดฟ้าเสร็จ เราก็ลงไปถ่ายรูปตรงริมผากับคนอื่นเค้าด้วย
แต่สุดท้าย รอนานแค่ไหน เมฆก็ไม่ยอมไปอยู่ดี
คงเป็นอย่างที่เคยได้ยินมาจริงๆ เค้าบอกกันว่าในรอบหนึ่งปี จะมีแค่ 7-10 วันเท่านั้นที่ฟ้าจะโปร่ง เห็นยอดเขาชัด (แน่นอนว่า วันที่เราไปไม่ได้อยู่ใน 7 วันนั้น)
ถึงจะไม่มีแสงอรุณ...แต่หลายคนก็อุ่นใจ~
.
.
ตรงริมผาจะเห็นสถูปสีขาวเรียงรายอยู่ เค้าว่าสร้างขึ้นเพื่อไว้อาลัยให้นักปีนเขาชาวญี่ปุ่นที่ปีนขึ้นคาวาคาโปและเสียชีวิต เค้าจะมีสถูปที่ทำเป็นเตาเผาอยู่ใกล้ๆ จุดชมวิวด้วย มีโต๊ะขายกิ่งสน ธัญพืช กับพวกของบูชา เอาไว้สำหรับใส่เข้าไปในเตาเผาอันนั้นแหละ เป็นการบูชาเทพเจ้าของคนธิเบตเขา
พอฟ้าเริ่มสว่าง เราก็ขนขบวนกันกลับห้องพัก อาบน้ำ เตรียมตัวไปฝึกกล้ามขา
ก่อนอื่น เควินพาไปกินบะหมี่ที่ชั้นล่างของโรงแรม เป็นบะหมี่รสเผ็ดร้อนและจืดเหมือนน้ำซุปที่ใส่แค่น้ำพริกเผา
ก็อร่อยดี แต่กินไปก็นึกอยากได้น้ำตาลไป
จบมื้อเช้า เราก็ขึ้นรถไปเหม่ยหลี่ที่เห็นอยู่ไม่ไกล นั่งรถข้ามเขาแค่ไม่กี่ลูกก็ถึง (ก่อนถึงจะมีด่านเก็บค่าเข้า คนละ 65 หยวน)
พอถึงที่ เราก็ลงจากรถ เตรียมออกเดินทาง ตรงตีนเขาจะมีที่ให้เช่าม้า ราคาคนละ 40 หยวน แต่แน่นอนว่าเรามาสร้างกล้าม ไม่เช่าอยู่แล้ว
ม.ม้าที่ไม่มีใครสน (ความจริงมีคนหนึ่งในคณะแอบเหล่อยู่)
.
สองข้างทางเดินมีต้นไม้ใบหญ้าสวยๆ บนทางเดินก็มีขี้ม้าเต็มไปหมด (ถ้ามันแห้งแล้วก็ไม่เป็นไรหรอก)
ตลอดทางจะมีธารน้ำซึ่งน้ำที่ไหลลงมาก็เป็นน้ำแข็งที่ละลายมาจากธารน้ำแข็งข้างบนนั่นแหละ เควินบอกว่าเป็นธารน้ำศักดิ์สิทธิ์ เราก็ได้แตะๆ เอามาลูบหน้าลูบตากัน น้ำเย็นเจี๊ยบเลย
.
แรกๆ ก็เดินรวมกลุ่มกันดีอยู่หรอก แต่เดินไปๆ นะโอก็เริ่มง่อกแง่ก ปู่ต้องคอยตามดู ส่วนอคาชาไหวนะ แต่แค่เดินช้าอยู่แล้ว (ก็ปกติไม่ได้ออกกำลังกายเลยนี่นา)
เลยแยกเป็น 3 กลุ่มโดยปริยาย เควินกับพี่แหม่มเดินนำไปก่อน อคาชาตามต่อมา นะโอกับปู่รั้งท้าย
[นะโอ: ขอเล่าแทรกหน่อย เรื่องอาการง็อกแง็กของเรานี่ทุกคนคงทราบมาตั้งกะตอนก่อนๆ แล้วว่า โอคุงกลายเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในทริปมาตั้งแต่ตอนขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยกแล้ว
ตอนอยู่จงเตี้ยนก็ยังมีอาการแย่ๆ เลยห่วงว่า ตัวเองจะขึ้นหมิงหย่งไหวหรือ? แอบเหล่มองม้าด้วยสายตาอาวรณ์อยู่หน่อยๆ
เควินก็บอกว่า “ไหวสิๆ ยังหนุ่มยังสาวกันอยู่เลย จะขึ้นม้าทำไม เดินขึ้นไปไม่ไกลหรอก พิสูจน์ตัวเองๆ”
ตอนแรกก็ฮึดตามแรงยุว่า เอาก็เอาฟะ แต่ด้วยเหตุที่ว่า เหตุสุดวิสัยของสาวๆ มาเยือนเราตั้งแต่เมื่อวันก่อน และวันนี้ก็ยังอาการหนักอยู่ เลยเล่นเอาแย่ค่ะ (นึกภาพว่า เดินขึ้นภูกระดึงทั้งๆ ที่ปวดท้องอยู่อ่ะ)
เดินไปได้ไม่ถึง 1 ใน 10 ก็แทบจะถอดใจ แต่ไอ้ครั้นจะย้อนกลับลงไปจ้างม้าก็กระไรอยู่ เลยต้องกัดฟัน ให้ปู่คอยประคับประคองกันไปช้าๆ]
ขณะที่กำลังเหนื่อยๆ ก็มีผีเสื้อบินมาเกาะ มันคงตามกลิ่นเหงื่อมา แถมติดแน่นหยั่งกะยุง
เราเดินมาตั้งไกลยังไม่ยอมบินหนีเลย (หรือมันเมาเหงื่อ?)
.
อคาชาก้มหน้าก้มตาเดินหลบขี้ม้าพักนึง เงยหน้ามาอีกทีเหลืออยู่คนเดียวแล้ว ไม่มีใครเลย เหลือแค่เราคนเดียว รู้สึกดีอย่างประหลาด (หมายถึงรู้สึกสงบดี อินกะสถานที่ไงคะ)
เรื่องหลงทางนี่ไม่ต้องห่วงเลยยังไงก็ทางตรง ไม่มีหลงอยู่แล้ว เลยก้มหน้าเดินต่อไป ระหว่างทางต้องหลบม้าเป็นระยะๆ อคาชาค้นพบแหละว่า เราต้องยืนที่ๆ ไม่มีขี้ม้า เพราะเหมือนม้ามันจะตามกลิ่นพวกเดียวกัน (เคยไปยืนอยู่ใกล้ครั้งนึง ม้าเดินตรงดิ่งเข้ามาเลย 555+)
แล้วเวลาเมื่อยๆ ถ้าไปเดินไต่ตรงก้อนหินริมทางจะเดินง่าย+เมื่อยน้อยลง แต่ต้องระวังนิดนึง อาจตกเขาได้ เพราะซ้ายมือไม่มีอะไรเลย ร่วงไปก็คงกลิ้งขลุกๆ ไปโน่น
อคาชาเดินไต่ขอบทางมากจนมีครั้งนึงลุงที่ไหนไม่รุ ดันเดินเซมาชน เกือบได้กลิ้งลงไปตีนเขาอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว แต่คนที่มากับเค้าก็ช่วยคว้าแขนไว้ทัน หลังจากนั้นเลยจะเดินไต่ขอบทางตอนที่ไม่มีคนเยอะๆ หรือไม่มีม้าสวนทาง (ม้าเข้าชนนี่คงน่ากลัวยิ่งกว่าอีก)
เดินไปสักพักก็จะถึงลานสุดเขตม้า คนที่ขี่ม้ามาก็ต้องลงเดินต่อ ตรงนี้จะมีวัดเล็กๆ เข้าไปไหว้ได้ ใกล้ๆ กันก็มีร้านน้ำชาให้นั่งพัก มีชานมจามรีด้วย พวกเราไม่ได้ลองกินชานมจามรีที่นี่
นะโอหมดแรง ไปต่อไม่ไหว เลยปล่อยให้นั่งรอไปก่อน ส่วนอคาชา พี่แหม่ม ปู่ และเควินก็เดินต่อขึ้นไปดูธารน้ำแข็งที่จุดสูงสุด ไม่ไกลมาก
ระหว่างทางก็สวย เงียบดี ไม่มีขี้ม้า แต่มีปุยฝ้ายจากต้นอะไรไม่รู้ปลิวว่อน
อคาชาทนพวกฝุ่นพวกไรงี้ไม่ไหว เลยงัดเอาหน้ากากไข้หวัดหมูขึ้นมาใส่
(วิธีนี้ไม่ควรเลียนแบบ เดินเหนื่อยแฮ่กอย่างงั้น ใส่หน้ากากให้หายใจยากเข้าไปอีก แย่ค่ะ แย่ V_V)
ตรงจุดชมวิวจะมีที่นั่งเหมือนป้ายรถเมล์ เควินนั่งรอ แล้วปล่อยให้อคาชากับพี่แหม่มเดินต่อขึ้นไปถึงจุดชมวิวสูงสุด (ปู่ถ่ายรูปตรงที่ที่เควินนั่งรอ แล้วก็กลับไปหานะโอ)
ข้างบนจุดชมวิวสูงสุดสวยดี เห็นระยะใกล้ขึ้นมาอีกนิด มีเสียงหิมะ (ธารน้ำแข็ง) ก้อนเล็กๆ ถล่มด้วย
.
[นะโอ: ขอเล่าบรรยากาศระหว่างการนั่งรอมั่ง ความจริงรอนานพอสมควรเลยล่ะค่ะ เพราะคณะที่เหลือก็ยังเดินไปกันอีกพอควร แต่กลับรู้สึกว่าเป็นการรอคอยที่ไม่น่าเบื่อ เพราะจุดที่นั่งพักเป็นร้านเล็กๆ ที่พวกคนเลี้ยงม้าเขามานั่งพักรอรับผู้โดยสารกลับ เขาก็เล่นกันไป คุยกันไป มีเสียงร้องเพลงสตริงจากสาวนางหนึ่งดังแว่วมาเป็นระยะๆ แถมมีฉากของธารน้ำแข็งให้นั่งมองอีก
ระหว่างรอ เถ้าแก่ที่ร้านก็ชงชากินเอง แกเลยหันมาถามว่าเอาไหม ตอนแรกก็ส่ายหน้าปฏิเสธเพราะมีน้ำขวดที่ซื้อจากร้านแกมาแล้ว แต่รอไปสักพัก น้ำหมด เถ้าแก่ก็เลยยกกาน้ำชามาให้ แถมแบ่งเม็ดทานตะวันให้เราแทะเล่นอีกต่างหาก เลยพักสบายๆ อยู่จนคณะกลับมานั่นแหละค่ะ- -แอบดีใจว่า เจอคนมีน้ำใจอีกแล้วแฮะ]
น้ำใจจากเถ้าแก่บนหมินหย่ง แม้เพียงเล็กน้อย แต่ก็คลายเหนื่อยได้มากโข
.
.พวกเรากลับมาสมทบกับนะโอ นั่งพักกันนิดหน่อย แล้วก็ถึงเวลาเดินกลับ ขาลงไม่เหนื่อย (แน่ล่ะ)
พอไม่เหนื่อยก็มีแรงชมนกชมไม้
ดอกไม้ขาวพิสุทธิ์ริมทาง
.
เดินแป๊บๆ ก็ถึงตีนเขา นั่งรถกลับที่พักกันได้
เราขึ้นไปเกือบถึงปลายยอดที่เห็นอยู่ลิบๆ โน่นเลยเชียว
.
วิวระหว่างขากลับ ถึงกับต้องขอให้เควินจอดรถแล้วถ่ายรูปให้ชัดๆ
“นั่น...มันอะไร?”
เควินตอบว่า ตรงโน้นเป็นถนนที่วิ่งเข้าไปในหมู่บ้านของเขาลูกนั้น แต่เค้าไม่ขับรถบนถนนเส้นนั้นแน่ๆ (ก็ว่าอยู่)
.
.
สาเหตุหนึ่งของการจราจรติดขัดที่เมืองจีน
.
กลับถึงที่พักได้ เราก็จัดการอาบน้ำสระผม น้ำอุ่นไม่มีก็ยอม เพราะเขลอะมาก ถุงเท้าของวันนี้ต้องใส่ถุงปิดตายแล้วโยนลงถังขยะไปซะ แทบจะเป็นถุงฝุ่นอยู่แล้ว
อาบน้ำเสร็จเราก็เดินสั่นงั่กๆ (เพราะผมยังไม่แห้ง ไม่มีไดร์ ) ไปที่ร้านข้าวร้านเดิม
เควินเห็นสภาพสามสาวที่ผมเปียกซ่กหน้าซีด แล้วก็ส่ายหน้าว่า ไม่ควรอาบน้ำเย็นเลยนะ เดี๋ยวไม่สบาย ไม่ได้กลับเข้าประเทศหรอก (ตอนนั้นหวัด 2009 เพิ่งระบาดใหม่ๆ)
ถือโอกาสใช้อินเตอร์เนตที่ร้านเช็คอีเมล์ (ถูกเควินบ่นเลยว่า ทำตัวเป็น City Girl กันอีกแล้ว)
City Girl เช็คอินเตอร์เนต (ความจริงอัพบล็อค 555+)
.
หลังจากนั้นก็กินข้าว ที่จริงนะโอเกิดกิเลสอยากกินเนื้อจามรีขึ้นมา แต่เควินบอกว่า ไว้กลับไปกินที่จงเตี้ยนดีกว่า มีร้านอร่อยๆ เย็นนี้เราเลยลองพวกอาหารพื้นเมืองของทางร้านไปก่อน จำพวกข้าวผัดหน้าตาแปลกๆ แต่อร่อยดี นะโอสั่งไวน์พื้นเมืองมาแบ่งกันจิบกับพี่แหม่มด้วย
(นะโอ: อารมณ์มันเหนื่อยๆ เลยอยากจะกรึ่มๆ)
กินข้าวกันตั้งแต่เย็น พระอาทิตย์ยังแจ้ง จนพระอาทิตย์ตก เริ่มค่ำ ก็นั่งชิลคุยเล่นกับเควินไปเรื่อย
จากตอนแรกปู่ชวนเควินคุยเรื่อยปิงปอง (กีฬาโปรด) ระหว่างที่สาวๆ ผลัดกันไปเล่นเนต จนครบองค์นั่งกินข้าว ก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย เรื่องอากาศบ้าง อาหารบ้าง กระแสเกาหลีบ้าง (เพิ่งรู้ว่า เมืองจีนก็เกาหลีฟีเวอร์กับเขาเหมือนกัน) แหย่แซวกันไปมา
ไม่รู้คุยเล่นอีท่าไหน มาจบเรื่องการเมืองไทยซะงั้น (ประเด็นนี้ดุเดือด แต่ขออนุญาตไม่เล่าแล้วกันเนอะ เดี๋ยวจะมีเรื่องสีเข้ามาเกี่ยว)
เรื่องที่ประทับใจที่สุดในการคุยกันคงเป็นเรื่องในหลวงของเรา ดูเควินจะไม่ค่อยรู้จักเมืองไทยเท่าไร อีกอย่างคือ บ้านเขาไม่มีราชวงศ์ และราชวงศ์สุดท้ายที่มีก็จบไม่สวยนัก
เควินเลยไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมเราเคารพในหลวงของเรามาก เขาก็ถามมาตรงๆ ว่า ทำไมในหลวงของเราถึงมี power มาก ทำไมคนไทยถึงรักในหลวงขนาดนั้น
เท่านั้นแหละ ไอ้เด็กสี่คนรีบอธิบายกันใหญ่ หลังจากนั้นเราก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ผลัดกันเล่าเรื่องต่างๆ ของในหลวง เท่าที่ตัวเองจะจำได้หรือเคยอ่านมา
เล่าไปเล่ามาก็ซึ้งเอง ทำท่าจะน้ำตาไหลซะงั้น *v*
จากหน้าต่างกระจกของร้านที่เรานั่งคุย-กินข้าว-และชมยามสายันต์
.
จากบทสนทนานี้ทำให้เราเพิ่งรู้สึกตัวว่าคนต่างชาติทึ่ง+ชื่นชมที่คนไทยรักในหลวงมากนะ แต่เค้าก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมพวกเราถึงรักในหลวงขนาดนั้น
ตัวเควินเอง ฟังจนจบเขาก็ยังไม่ค่อยเก็ต แต่มีคำพูดนึงที่พวกเราฟังแล้วประทับใจคือ
โอเค เมืองจีนไม่มีคิงมานานแล้ว เลยไม่ค่อยเข้าใจนะ แต่เค้าเชื่อแล้วว่า พวกเรารักในหลวงจริงๆ เค้าเคยคุยกับเพื่อนคนญี่ปุ่น เขาก็บอกว่า เขาเคารพคิงของเขา แต่ไม่มีใครมานั่งเล่าเรื่องคิงให้ฟังยาวๆ อย่างนี้เลย ^^
. จบบทสนทนาด้วยความอิ่มใจ สักประมาณ 3 ทุ่ม (คุยนานเหมือนกันแฮะ) เราก็ขึ้นห้องพัก เตรียมกลับจงเตี้ยนพรุ่งนี้...
[นะโอ: จะบอกว่า โอคุงชอบบทสนทนายาวๆ ของเรากับเควินมากๆ เลยล่ะค่ะ นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่รู้สึกว่า ดีจริงที่จ้างเขามา แทนที่จะเป็นไกด์ทั่วไป เพราะเควินเป็นคนที่วางตัวได้ดีมากๆ ความคิดกว้างขวาง กล้าที่จะแสดงความเห็นและเปิดรับความคิดใหม่ๆ (สมกับที่เคยเรียนประวัติศาสตร์สมัยมหา’ลัย+เป็นลูกชายเจ้าสัวเมืองซั่งไห่แหวกกรอบมาเปิดเกสเฮาส์จริงๆ แฮะ)
เราคุยกันฉันท์เพื่อนใหม่ เสียมากกว่าจะเป็นไกด์กับผู้ว่าจ้าง และมันก็ทำให้การท่องเที่ยวของเราคราวนี้ไม่ใช่แค่การ ‘เที่ยว’ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมแบบเล็กๆ ไปด้วย
ถึงเตาะแตะทัวร์จะเที่ยวแบบมั่วๆ ผิดบ้างถูกบ้าง แต่เราก็ดีใจที่เราได้เก็บเกี่ยวทั้งรอยยิ้ม ความมีน้ำใจ รวมถึงความคิดอ่านของคนที่โน่นกลับมาได้เต็มกระเป๋า]
.
จบวันอันแสนเหนื่อยไปอีกวัน นั่งนับนิ้ว ก็ใกล้ถึงเวลากลับบ้านกันแล้ว
พรุ่งนี้เราจะนั่งรถกลับจากเต๋อชิงไปจงเตี้ยน กว่าจะถึงก็ค่ำๆ นั่งรถยาวตามเคย แต่จะมีเรื่องอะไรให้คณะกะโผลกกะเผลกได้ผจญภัยอีกรึเปล่า ต้องตามไปดูกันนะคะ
(สัญญาว่าจะไม่ให้ช้าจนลืมแบบตอนนี้อีกค่า)
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านจ้า
.
edit @ 2 Sep 2009 16:56:30 by อคาชา+นะโอ















ชอบ ๆ ๆ
#1 By i' FY on 2009-09-02 19:21