[Bear Trip] กะโผลกกะเผลกทัวร์ ตะลุยแชงกรีลา...ตอน 4 ตากลมชมสวนที่สระมังกรดำ...ย่ำค่ำในลี่เจียงกู่เฉิง
posted on 29 Jun 2009 11:14 by acacha-nao in Bear-Tripเห็นอิยายบอกว่า เปิดอ่านไม่ได้ เลยลองลงใหม่นะคะ
.
มาต่อแล้วจ้า
อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่นี่ค่ะ
.
.
25 พฤษภาคม 2552 (ครึ่งเย็น – ค่ำ)
By นะโอ
แฮ่ม! กลับมาประจำการที่โต๊ะข่าวเล่าเรื่องทัวร์ต่อแล้วค่า ขอบคุณทุกความเห็นจากเอนทรี่ + กระทู้(พันทิพ) ที่แล้วด้วยน้า ความเดิมจากตอนที่แล้ว เราล่ำลาหมู่บ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบอย่างซู่เหอกู่เฉิง ขึ้นรถเมี่ยนเปาของคุณหวงกลับเข้าเมืองกัน
หมู่สนสองข้างทางกลับกู่เฉิง
.
ระหว่างทางเห็นหมาจีนตัวโตๆ โอคุงก็เปรยขึ้นมาว่า
“คนจีนนี่ชอบเลี้ยงหมาน่าดูเลยเนอะ” มาได้ 3 วันเจอแต่หมาฝรั่งตัวโตๆ
ปู่ก็ต่อให้ว่า “ช่าย...เลี้ยงก็ได้ กินก็ได้” ว่าแล้วก็หันไปคุยกับคุณหวง
คุณหวงเลยถามกลับว่า “รู้ไหม สำหรับคนจีน เนื้ออะไรอร่อยที่สุด”
“ไม่รู้...อย่าบอกนะว่าเนื้อหมา”
“ไม่ๆ เนื้อวัวอร่อยที่สุด รองมาเป็น โก่วโร่ว (เนื้อหมา) แล้วก็เนื้อหมู เนื้อหมูไม่ค่อยอร่อย”
คุณหวงไม่พูดถึงไก่เลย ไม่ว่าที่ไหน เนื้อไก่ก็เป็นที่นิยมน้อยที่สุดสินะ ลืมถามไปเลยว่า วัวที่ว่าเนี่ย วัวเนื้อหรือว่าจามรีกันแน่
เรามาถึงสวนสาธารณะเฮยหลงถาน หรือสระมังกรดำตอนแดดร่มลมตกพอดี
คุณหวงจอดรถแล้วก็พาเข้าไปส่งถึงทางเข้า วันนี้คนเข้าสระมังกรดำกันอุ่นหนาฝาคั่ง ผู้คนก็เข้าแถวผ่านกันไปตามปกติ แต่พอถึงพวกเรา เจ้าหน้าที่สาวใหญ่คนหนึ่งก็ล้งเล้งใหญ่ คุณหวงที่ตามมาส่งก็หันไปส่งภาษากันเสียงดังจนเราชักตกใจ เอ๊ะ เราทำผิดอะไรฟะ? คนอื่นเขาก็เข้าได้ หรือที่นี่ห้ามถ่ายรูป?
สุดท้ายคุณหวงค่อยหันกลับมาบอกปู่ว่า “เขาขอดูใบเสร็จค่าบำรุงเมืองน่ะ”
ที่นี่ต้องเสียค่าเข้าเป็นค่าบำรุงเมืองเก่า 80 หยวน แต่เราจ่ายค่าบำรุงเมืองไปตั้งแต่เมื่อเช้าตอนเข้าอวี๋หลงซาน แค่โชว์ใบเสร็จก็ใช้ได้แล้ว (เพราะฉะนั้นอย่าลืมเก็บใบเสร็จไว้ อย่าเพิ่งทิ้งนะคะ)
ว่าแต่...แค่ขอใบเสร็จ เจ้ทำเหมือนเราเป็นพวกอพยพเข้าเมืองเลยเรอะ
หลังจากตรวจใบเสร็จเรียบร้อย คุณหวงก็นัดว่า เดี๋ยวจะขับรถไปรอตรงทางออกอีกทางหนึ่ง ทีนี้ก็ได้เวลาเดินเล่นชมสระกันแล้ว
สระมังกรดำแห่งนี้เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีต้นน้ำมาจากภูเขาหิมะมังกรหยกที่เราไปขึ้นกันเมื่อเช้านั่นแหละค่ะ มีความกว้างเกือบ 4 หมื่นตารางเมตร ถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญของเมืองลี่เจียง นอกจากสระน้ำก็มีสวนสวยที่สร้างตั้งแต่สมัยเฉียนหลงฮ่องเต้ เมื่อ 700 กว่าปีมาแล้วโน่น (แอบเปิดตำราเล่าไปด้วย ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ ยิ่งสูงยิ่งขาว ด้วยค่า)
.
วิวยอดฮิตที่ทุกคนมาแล้วหวังจะได้เห็นก็คือ สระมังกรดำที่มีภูเขาหิมะมังกรหยกเป็นฉากหลัง แต่วันนี้ฟ้าครึ้มพอสมควร เราเลยเห็นแค่เงาจางๆ ของยอดเขา (แต่แค่ได้ดูน้ำก็สวยแล้วนะ น้ำในสระใสมากๆ มีปลาด้วย ไม่รู้เรียกปลาอะไร รูปร่างเหมือนปลาคาร์ฟ สีดำบ้าง สีออกส้มแดงบ้าง เพียบเลยล่ะค่ะ: by อคาชา)
.
.
เดินๆ ไปได้สักครึ่งทางก็เริ่มหิว (มาม่าคัพที่อวี๋หลงไม่อยู่ท้องจริงๆ ด้วย) เลยเริ่มมองหาที่หย่อนก้นพักขา + หาของใส่ท้อง ก็ไปเจอะร้านกาแฟริมน้ำ แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นของน่าสนใจข้างๆ ร้าน
หมู่กระดิ่งขอพร
เป็นธรรมเนียมของชาวหน่าซี ชนเผ่าเก่าแก่ของเมืองลี่เจียง เขียนความปรารถนาลงบนแผ่นไม้ที่ผูกกับกระดิ่งแล้วนำไปแขวน แล้วตงป้า (น่าจะเป็นเทวดาของบ้านเขานะ) จะให้พร
ความจริงลานกระดิ่งแบบนี้ เราเคยอ่านหนังสือมาว่ามีที่หน้าลี่เจียงกู่เฉิง ไหนๆ ก็แวะที่นี่แล้ว เลยเขียนซะหน่อย แต่ยังไม่วายงก ซื้อกระดิ่ง 1 อัน เขียนเสีย 4 คน
ตอนหลังพอไปถึงลานกระดิ่งหน้าลี่เจียงจริงๆ ถึงรู้ว่าคิดถูก เพราะลานที่โน่นมีกระดิ่งผูกกันไว้อัดแอมากๆ ไม่มีช่องว่างให้หายใจเหมือนกระดิ่งในสระมังกรดำ
.
.
ดูท่าว่า เฮยหลงถานจะไม่ได้เป็นแค่สถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจแต่ยังเป็นที่พักผ่อนของคนในเมืองด้วย สังเกตจากปริมาณคนที่เข้าไปเดินเล่นบ้าง นั่งพักคุยกันบ้าง กว่า 80% ดูเป็นชาวบ้านแถวนั้นมากกว่าพวกนักท่องเที่ยวสะพายกล้องอย่างพวกเรา
.
เดินผ่านไปอีกหน่อย เห็นเวิ้งน้ำใสๆ ใต้สะพาน มีคนมายืนดูอะไรกัน เลยเข้าไปดูบ้าง
ส่องแล้วส่องอีกก็ยังไม่เห็นอะไร จนหนุ่มจีนสักคนบนสะพานตะโกนใส่ผิวน้ำ ไม่กี่วินาทีพรายน้ำก็ผุดขึ้นมาเป็นระลอก พวกนักท่องเที่ยวคนอื่น (รวมถึงพวกเราด้วย) ชักรู้ ทีนี้เลยตะโกนกันใหญ่
ที่จริงไม่ต้องเสียงดังมากก็ได้ แค่เสียงกู่วู้ๆ ก็พอแล้วค่ะ
แต่ดูอยู่นานก็รู้สึกว่า พรายน้ำไม่เคยผุดซ้ำที่เดิมเลยสักทีแฮะ
.
เกือบจะถึงทางออก ก็เห็นของแปลกอีกแล้ว คราวนี้เป็นมนุษย์ค่ะ
อนุสาวรีย์ฝรั่ง
เป็นคุณฝรั่งสาวสองคนนั่งยิ้มนิ่งอยู่โดยมีคนจีนอีกคณะหนึ่งทยอยเข้าไปถ่ายรูปด้วย ดูอยู่ตั้งนานก็ไม่มีทีท่าว่าคนทั้งสองกลุ่มนี้จะรู้จักกัน ถ้าให้เดาคงประมาณว่าฝรั่งเค้าถ่ายรูปกันอยู่ แล้วใครสักคนไปขอถ่ายรูปกับฝรั่งสองสาว ทีนี้คนอื่นๆ เลยขอบ้าง ถึงกับต้องเข้าแถว
ฮอตเป็นบัณฑิตรับปริญญาเลยทีเดียวเชียว
.
.
ถึงทางออกสระมังกรดำ คุณหวงก็รออยู่ตามนัด ขาเริ่มล้าได้ที่ แต่ต้องหาโรงแรมที่จะพักให้ได้เสียก่อน
คุณหวงจอดรถที่หน้าลี่เจียงกู่เฉิง แล้วก็ช่วยเราแบกกระเป๋าเดินเข้าไปด้านในเพื่อไปหาที่พักที่เขาโฆษณาเอาไว้ตั้งแต่เช้า ที่พักที่ว่าอยู่ใน Muchi Alley ซึ่งอยู่รอบริมนอกของกู่เฉิง ทางเข้าก็ดูเป็นบ้านจีนดีอยู่ แต่พอเข้าไปด้านใน
อืม...เล็กกว่าที่คิดแฮะ เป็นตึกจีน 2 ชั้นแบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆ ไม่มีอะไรน่าประทับใจ
เจ้เจ้าของซึ่งน่าจะรู้จักกับคุณหวงพาเราไปเข้าไปดูห้อง ขนาดห้องพักแบบ 2 เตียงเล็กประมาณครึ่งหนึ่งของห้องที่พันบา ออกจะอึดอัดอยู่สักหน่อย แต่มันก็อยู่ในกู่เฉิงอย่างที่เราต้องการ น้ำไฟพร้อม ราคาถูก (50 หยวน ต่อห้อง ตกคนละ 125 บาทไทยค่ะ)
สุดท้ายด้วยความเกรงใจคุณหวง + ขาที่ชักเริ่มขี้เกียจจะก้าวไปหาที่ใหม่ เราก็เลยเซย์โอเคกับอาเจ้เจ้าของไปจนได้ หลังจากจ่ายเงินมัดจำเรียบร้อย จ่ายเงินค่ารถวันนี้ให้คุณหวง (150 หยวนตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้าค่ะ คุณหวงไม่คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด) นัดแนะเวลาที่จะมารับพวกเราไปโตรกเสือกระโจนพรุ่งนี้เสร็จแล้วก็ล่ำลากัน
.
.
ทิวทัศน์จากหน้าต่างห้องในเกสเฮาส์ป้า
.
ตอนแรกเรากะว่าไปนั่งเล่นนอนเล่นสักชั่วโมงแล้วค่อยออกไปเดินดูกู่เฉิงกัน
ยังไม่ทันไร ลางร้ายก็เริ่มปรากฏ (อีกแล้ว)
“เฮ้ย น้ำไม่ยอมร้อนว่ะ”
อคาชามาเคาะประตูบอก โอคุงเลยเช็คน้ำร้อนในห้องตัวเองบ้าง จริงด้วย น้ำเย็นน่ะไหลดี แต่ทำไมพอหมุนไปตรงน้ำร้อน น้ำมันไม่ยอมอุ่นขึ้นซักกะนิดเลยฟะ เปิดน้ำร่วมๆ 10 นาทีก็ยังไม่ร้อน
สุดท้ายเราเลยออกไปโวยกับเจ้เจ้าของ ซึ่งพูดอังกฤษไม่ได้สักคำ สื่อสารอยู่พักใหญ่ เจ้ถึงเข้าใจขึ้นมาดูให้ แล้วก็บอกว่า
“ฮ่อๆ ท่อน้ำร้อนมันทำงานช้า ต้องเปิดน้ำเอาไว้นานๆ หน่อยนะ นี่ไง เริ่มร้อนแล้ว”
เจ้เอามือไปอังน้ำ เออ...ก็เริ่มอุ่นจริงๆ นั่น แต่นี่หมายความว่าเราต้องเปิดน้ำไว้ร่วมๆ 20 นาที ไม่นับที่พอมันร้อนแล้วร้อนเลย ปรับอุณหภูมิให้อุ่นพอดีๆ ไม่ได้ด้วย เลือกเอาเองว่าจะอาบน้ำจากตู้เย็นหรือน้ำจากกระติกน้ำร้อน (-__-!)
(Acacha: แต่ห้องอคาชาแย่กว่านั้น เพราะเปิดนานมากกก ไม่ยอมร้อนสักที จนเจ้แกเข้ามาเช็คให้ แกก็หายเข้าไปแป๊บนึง ก่อนจะหิ้วฝักบัวออกมาพร้อมกับบอกว่า
“เจ๊งฮ่ะ เดี๋ยวเอาอันใหม่มาเปลี่ยนให้” (บอกเป็นภาษาจีน แต่เนื้อหาคงประมาณนี้มั้ง)
แทบฮาก้าก แถมห้องอคาชาน่าอนาถกว่าห้องนะโอ กลอนประตูก็เปิด/ปิดโคตรยาก แถมประตูห้องน้ำดันมีรูโหว่ขนาดประมาณกระดาษ A4 อยู่ 1 รู! ตอนแรกอคาชานึกว่าเป็นกระจกใสซะอีก พอดีตอนประชุมเพลิงยามดึก ปู่ทักขึ้นมาแล้วก็เอามือลอดผ่านให้เห็นกันจะๆ เลยเห็นว่าเจ้แกทำช่องไล่ไอน้ำแบบไหน 555+)
ยังไงก็จ่ายตังค์ไปแล้วเราเลยทำอะไรไม่ได้ นอกจากงึมงำ เจ็บใจตัวเองตอนที่เช็คห้อง พอเห็นว่าน้ำไหลไฟสว่างก็วางใจ ลืมตรวจว่ามีน้ำร้อนหรือเปล่า โชคยังดีเป็นช่วงหน้าร้อน อากาศไม่ได้สาหัสมาก พอจะทนใช้น้ำเย็นไปได้บ้าง แต่ถ้าใครจะไปช่วงฤดูอื่น ถ้าไม่มีน้ำร้อนคงลำบาก
ดังนั้นอย่าลืมเช็คโรงแรมให้ดีว่ามีน้ำร้อนกับผ้าห่มไฟฟ้าพร้อมรึเปล่าด้วยนะคะ
เรื่องน้ำนี่เรายังเจอวิบากกรรมอีกหลายที่ จนพาลคิดว่า ระบบประปาของเมืองจีนคงยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ น้ำน่ะไหลแรงอยู่เพราะคงเป็นน้ำจากภูเขา (ยกเว้นเวลาใช้น้ำร้อนนะ ไหงมันไหลเบากว่าน้ำเย็นก็ไม่รุ) แต่เรื่องน้ำร้อนน้ำเย็นนี่มันเรื่องขลุกขลักบ่อยมากๆ ตลอด 10 วันที่เราอยู่ที่นั่นเลยล่ะ
.
.
หลังจากวุ่นวายกับเรื่องน้ำร้อนอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง คณะเตาะแตะก็ถึงกับแบตหมด นอนสลบอยู่เกือบชั่วโมงค่อยลุกขึ้นมา ล้างหน้าล้างตาเรียกเรี่ยวแรงแล้วออกไปเดินเล่นลี่เจียงกู่เฉิงกันสักที
.
.
ลี่เจียงกู่เฉิง หรือ เมืองเก่าลี่เจียง สร้างในสมัยราชวงศ์ซ่ง (เปิดตำรา) หรือเมื่อเกือบ 800 ปีที่ผ่านมา (เมื่อเอนทรี่ที่แล้วเขียนว่า ลี่เจียงกู่เฉิงมีอายุ 400 กว่าปี ขออภัยที่บอกข้อมูลผิดพลาดด้วยค่า) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปเรียบร้อยโรงเรียนจีน (จริงๆ) แล้ว พ่วงด้วยตำแหน่งแหล่งท่องเที่ยวดีเด่นทางวัฒนธรรมของจีนเมื่อปี 50 อีก (อย่าคิดว่านะโอรู้เองนะค้า เปิดตำราเล่าให้ฟังค่ะ)
.
ลี่เจียงกู่เฉิงเป็นที่หนึ่งที่เราตั้งหน้าตั้งตารอเที่ยวค่ะ เพราะจากที่เห็นในภาพถ่าย ก็อยากจะมาเดินในเมืองเมืองโบราณมีชีวิตแห่งนี้สักครั้ง แถมด้วยข้อมูลที่ว่า ‘ลี่เจียงกู่เฉิงมีของที่ระลึกเยอะ ต่อราคาได้แบบครึ่งต่อครึ่ง’ ใจนักช็อปเลยเต้นระทึก ^^//
.
.
ออกจากซอย Muchi เกสต์เฮาส์ของป้ามาได้หน่อยก็จะเจอกับกังหันน้ำยักษ์หน้าทางเข้าหลัก สัญลักษณ์ของลี่เจียงกู่เฉิง ดูเหมือนวันนี้จะมีคนใจตรงกันอยากมาเที่ยวลี่เจียงกู่เฉิงเหมือนพวกเรามากไปสักหน่อย คนเลยค่อนข้างแออัด ไปไหนก็เจอแต่คน คน และคน (ส่วนใหญ่จะเป็นทัวร์จีน)
.
.
ค๊น คน คน ไปทางไหนก็มีแต่คน
จำนวนน่ะไม่เท่าไร ถ้า 1 ใน 5 ของคนกลุ่มใหญ่นี้จะไม่ใช่สิงห์อมควัน เรียกว่าเดินไปทุกๆ 5 ตารางเมตรต้องมีใครสักคนสูบบุหรี่สักคนนั่นล่ะ
.
.
ความที่ไม่มีทั้งแผนการและแผนที่ เราเลยเดินสุ่มกันไปเรื่อยๆ นึกว่าจะเดินง่ายเหมือนต้าลี่กู่เฉิงที่เป็นถนนสายหลักๆ ไม่กี่สายตัดกัน แต่ลี่เจียงกู่เฉิงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะที่นี่เป็นเมืองเก่าน้อยเมืองที่ไม่ได้สร้างตามผังรูปสี่เหลี่ยม ตรอกซอกซอยเลยยุบยับไปหมด ถ้ามีเวลาและคนไม่เยอะก็คงเดินเพลินดี แต่ตอนนี้ความเหนื่อย + หงุดหงิดทำเอาเราไม่ค่อยรื่นรมย์กับบรรยากาศได้มากนัก
.
กระเพาะเริ่มส่งเสียงตอนเราเดินเข้าถนนบาร์ หรือ Bar Street ที่เป็นโซนของร้านอาหารกึ่งผับ อารมณ์คงคล้ายๆ ถนนข้าวสารของกรุงเทพ แต่เท่าที่ดูจากเมนูเหมือนจะมีแต่กับแกล้มของกินเล่น และเราก็เหนื่อยเกินกว่าจะมานั่งเปิดตำราภาษาจีนสั่งอาหาร เลยเดินลากขากันมาเรื่อยๆ จนสุดถนน สายตาก็เหลือบไปเห็นป้าย
International Buffet 28 Y/person
อืม...น่าสนๆ ตกคนละ 160 กว่าบาท อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียเวลาสั่ง
น้องสาวเชียร์เบียร์ เอ๊ย เรียกแขก หน้าร้านบุพเฟต์สุดถนนบาร์
สาวน้อยใส่ชุดพื้นเมืองหน้าร้านเห็นเราเมียงๆ มองๆ เลยส่งภาษาเชื้อเชิญ เพื่อนแหม่มเป็นแนวหน้าเข้าไปดูโต๊ะบุพเฟ่ต์ แล้วออกมาบอกว่า ใช้ได้ๆ มีซูชิ สลัด ข้าวผัด กับข้าวทั่วไป แล้วก็อาหารแบบชาวหน่าซีอีก 5-6 อย่าง เราก็เลยเข้าไปเป็นแขกโต๊ะแรกของทางร้าน
อาหารรสชาติกลางๆ พอทานได้ ข้าวผัดกับกับข้าวจีนก็อร่อยดี ซุปจืดไปนิด แต่ที่ถูกใจทุกคนมากที่สุดกลับเป็นน้ำมะนาวรีฟีล ที่เราเดินไปเติมแล้วเติมอีกจนหมดเหยือก
(Acacha: ชอบผัดผักเย็นๆ (ไม่รู้จงใจเย็นหรือลืมอุ่นกันแน่) กับหมูหวานมากๆ ตักมากิน 2 รอบแน่ะ ผัดบล็อกเคอรี่ก็อร่อย ดูๆ ไปเหมือนมื้อมังสะวิรัติชอบกล อ่อ น้ำมะนาวก็เยี่ยม ทุกคนซัดกันไปหลายแก้ว สรุปกันได้ว่ารสชาติดีต่อลิ้นและสรรพคุณดีต่อระบบขับถ่าย 555+)
ช่วงที่เราเข้าไป ร้านคงเพิ่งจะเปิด เลยยังโหรงเหรงไม่ค่อยมีคน บรรยากาศสงบ มีแค่พนักงานเดินมาวางอาหารบ้าง เรียกลูกค้าอยู่หน้าร้านบ้าง มองไปฝั่งตรงข้ามเป็นร้านแบบกึ่งผับเปิดเพลงเบาๆ
เราเดินตักเดินเติมกันอยู่ 2-3 รอบจนเกือบจะอิ่ม คิดว่าจะได้นั่งชิลๆ ชมบรรยากาศสักหน่อย จนกระทั่งทางร้านเริ่มเปิดเพลงเหมือนเป็นสัญญาณเปิดร้าน
...และมันเป็นเทคโนแดนซ์ ตู้มๆๆๆ
เท่านั้นยังไม่พอ เหมือนจะได้เวลาเปิดของทุกร้านแถวนี้ เพราะร้านฝั่งตรงข้ามก็เร่งเสียงเพลงดังแข่ง แถมทางโน้นดูท่าจะแย่กว่า เพราะเป็นเพลงคาราโอเกะที่ร้องโดยคุณลูกค้า (ประมาณร้านคาราโอเกะไฟชมพูของบ้านเรา)
คนของสองร้านทำท่าเฉยๆ เหมือนจะชิน แต่ลูกค้าอย่างเราต้องนั่งกินข้าวเคล้าเสียงแสบแก้วหู ทั้งเพลงเทคโนทั้งคาราโอเกะแนวเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ (เสียงหลง) โต้กันไปโต้กันมา บรรยากาศบรรลัย (โอ๊ะ! ขออภัย มิสุภาพ แต่คำนี้ตรงสุดจริงๆ)
ไม่รู้เป็นแผนไล่แขกของร้านบุพเฟ่ต์รึเปล่า ประมาณว่าชักจะกินเยอะ เปิดเพลงไล่ซะเลย เสียงดังขนาดนี้ ต่อให้คนกินจุสุดๆ ก็เป็นอันหมดความอยากอาหารแหงๆ หลังจากจบมื้ออาหาร (แบบยังไม่ค่อยคุ้มเงินเท่าไหร่//Acacha: แต่ก็กินกันไปคนละ 2-3 จาน บวกน้ำมะนาวอีก 3-4 แก้วอ่ะนะ)
.
เราก็เดินกลับออกมาที่จัตุรัสซื่อฝัง ใจกลางกู่เฉิง ได้เวลาที่คนพื้นเมืองจะออกมาเต้นรำเป็นประเพณีประจำวันของเขาพอดีค่ะ นี่ก็เป็นอีกอย่างที่อยากดู แต่พอมาเห็นของจริงแล้วรู้สึกเหมือนเป็นการแสดงอะไรสักอย่างเสียมากกว่าการละเล่น คนที่เต้นก็เต้นกันไป คนที่ดูก็ดูกันไป (ที่จงเตี้ยนกู่เฉิงมีบรรยากาศอีกแบบที่เราชอบมากกว่า ไว้ถึงเวลาจะเล่าให้ฟังนะคะ)
.
.
เราดูกันอยู่แวบๆ ก็ละจากมาหาของช็อปปิ้ง แล้วก็พบกับความผิดหวัง ของที่นี่ไม่ถูกอย่างที่คิดไว้ จะว่าไปราคาแพงกว่าที่ซู่เหอกู่เฉิงเกือบเท่าตัว
อย่างพวงกุญแจระฆัง (ในภาพ) อคาชาต่อราคามาจากซู่เหอได้อันละ 3 หยวน ที่นี่มีราคาตั้งแต่ 3 อัน 10 ไปจนถึงอันละ 10! และไม่รู้เป็นเพราะว่าวันนี้ทัวร์ลงเยอะหรืออย่างไร แม่ค้าส่วนใหญ่ไม่ยอมลดราคาเลยแม้แต่นิดเดียว
การช็อปปิ้งที่รอคอยก็เลยพลอยไม่สนุกอย่างที่คิดไปด้วย เราเดินออกจากกู่เฉิงแบบหงอยๆ และลองออกไปดูด้านนอกเมืองเก่าบ้าง
.
.
ลี่เจียงเป็นเมืองที่มีความเจริญพอประมาณเลยล่ะค่ะ เราเดินเล่นดูเมือง แวะซื้อขนม (คล้ายๆ ขนมไข่ แต่ไส้ในเป็นถั่วแดง เหมือนจะเห็นขายที่เซ็นทรัลเวิร์ลบ้านเราด้วยล่ะค่ะ) ดูร้านหนังสือนิดหน่อยก็ชักเมื่อย
วันนี้ใช้พลังงานไปเยอะมากจริงๆ ขอกลับไปซุกที่นอนอุ่นๆ แล้วพักให้เต็มเหยียดสักหน่อยดีกว่า
เวลาที่เหนื่อยล้า แม้แสงสว่างจากหน้าต่างบานเล็กๆ ในเกสต์เฮาส์ของป้าก็ยังให้ความรู้สึกดี ยิ่งได้อาบน้ำ (รอน้ำร้อน 20 นาที) แล้วเอนหลังลงบนที่นอนนุ่มๆ แสนสบาย...
แต่คิดหรือว่าจะได้นอนง่ายๆ...
อย่าลืมว่า เราอยู่ในซอยใจกลางกู่เฉิง แถมใกล้ Bar Street อีกต่างหาก
...เพลงเทคโนมันดังตูมๆ มากวนถึงบนเตียงเลยล่ะค่า! ToT
(ความจริงก็เข้าใจนะ ว่ามันเป็นธรรมดาของเมืองท่องเที่ยว เมื่อใดความเจริญมาถึง ความสงบก็ลี้หาย แต่แอบเจ็บใจตัวเองที่ดันย้ายจากพันบาแสนสบายมาซุกเกสเฮาส์ป้ากลางใจเมืองนี่แหละ ฮือๆ)
.
......... 555+ นะโอตาค้าง แต่อคาชากับพี่แหม่มนอนคุยกันสบายใจเฉิบ ไม่สนเสียงเทคโนเสียงเจ้าพ่อ แป๊บเดี๋ยวก็หลับปุ๋ย ตื่นเช้ามาตาใสปิ๊ง เตรียมตัวไปตะลุย ‘หู่เทียวเสีย’ หรือ Tiger Leaping Gorge โล้ด!

















ชอบรูปหมู่สนรูปแรกมากเลย เหมือนกำลังพุ่งเข้าไปในหนัง Action
แอบขำอนุสาวรีย์ฝรั่ง ตกลงฝรั่งเป็นของหายากที่นั่นรึเนี่ย ? 555+
ป.ล. โหลด Non-no เสร็จแล้ว ไว้เจอกันคราวหน้าจะไรท์ไปให้นะคะ
#1 By Dahlia on 2009-06-29 19:38